คำถาม: เล่น Forex แล้วได้เงินจริงหรือเปล่า ?
ตอบ: ได้จริงและเสียจริงครับ อยู่ที่ว่าคุณทำได้หรือเปล่า มันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ คุณต้องขยันศึกษาหาความรู้ หาเทคนิคในการทำกำไร มีหลายคนทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ ทำเป็นอาชีพหลักได้เลย อยู่ที่การฝึกฝนครับ เหมือนเป็นอาชีพหนึ่งถ้าคุณตั้งใจ การเล่น Forex จะคล้ายๆ การเล่นหุ้น แต่เป็นการซื้อขายค่าเงินระหว่างคู่เงินแทน เป็นการเก็งกำไรจากค่าเงิน ตลาดเงินจะคล่องตัวกว่าตลาดหุ้นมาก ในโปรกเกอร์ Forex จะมีเงินปลอมให้ทดลองเทรด ควรศึกษาให้เข้าใจก่อน แล้วจึงเล่นด้วยเงินจริงครับ ขยันศึกษา+ฝึกฝน+มีระเบียบวินัย+การบริหารความเสี่ยง จะทำให้ประสบความสำเร็จใน Forex ได้ครับ
คำถาม: Pips หรือ Points คืออะไร ?
คำตอบ: Pip (Price Interest Point) หรือ Point (จุด) คือ ค่าต่ำสุดของราคา ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งก็คือจุดทศนิยมหลักสุดท้ายของราคานั่นเอง เช่น EUR/USD ราคาอยู่ที่ 1.3630 เมื่อราคาขึ้นไปเป็น 1.3631 หรือ USD/JPY ราคาอยู่ที่ 115.70 ขึ้นไปเป็น 115.71 ก็คือขึ้นไป 1 Pip หรือ 1 point
คำถาม: Leverage (ที่เห็น 1:100, 1:200) คืออะไร ?
คำตอบ: Lever แปลว่า คาน Leverage แปลตรงตัว = กำลังคาน ครับ
สำหรับ
ใน Forex ค่า Leverage เป็นตัวช่วยเวลาเราลงทุนครับ เป็นการให้ Margin
เราเพิ่มตอนเทรด ยกตัวอย่าง ถ้าเราจะเทรด 100 หน่วยของ USD/JPY
เราต้องใช้เงินถึง $100 ดอลลาร์ (Leverage 1:1) ถ้าโบรกเกอร์ให้ Leverage
เรา 1:100 ก็คือ เราใช้เงินลงทุนเพียง $100/100=$1 หรือใช้เงินเพียง 1
ดอลลาร์เท่านั้น
แล้ว
มีผลยังไง? 1:100 เราลงทุน 1$ เหมือนลงทุนไป 100$ ทำให้เราได้กำไร
(หรือขาดทุน) เพิ่มขึ้นด้วยเงินเพียงนิดเดียว ถ้า Leverage มากขึ้น ก็ยิ่ง
กำไรขาดทุนมากขึ้นไปอีกครับ ที่เงินลงทุนเท่ากัน ยิ่ง Leverage เยอะเวลา -
ยิ่งขาดทุนเยอะนะครับ ต้องระวังไว้ด้วย
ใน
โบรกเกอร์ จะมีการกำหนด Leverage ที่ต่างกันแล้วแต่ทางโบรกเกอร์เค้าครับ
1:100, 1:200 หรือ บางโบรกเกอร์ 1:500 ก็มี เช่นค่า Leverage 1:100
ถ้าเราซื้อ EUR/USD $1 ถ้าราคาขึ้นไป 10 จุดแล้วขาย เราก็จะได้กำไร $0.1
ถ้าไม่มีค่า Leverage หรือเป็น 1:1 เราจะได้กำไรเพียง $0.001 เท่านั้น
คำถาม: Margin คืออะไร ?
คำตอบ: คือวงเงินของเรา จะมี Available Margin= วงเงินคงเหลือที่ใช้ซื้อขายได้, Used Margin= วงเงินที่เราใช้ไป
สูตร >> Available Margin = เงินในบัญชี - Used Margin + Profit
สมมุติ เริ่มต้นเรามีเงิน $5 ยังไม่ได้เทรด Used Margin เป็น 0 เราก็จะมี Available Margin=5.0 ถ้าเราทำการเทรดซื้อ EUR/USD ไป $1 จะเกิด Used Margin=1.0 และเหลือ Available Margin เกือบ 4.0 (เนื่องจากถูกหักค่า Spread 2 pips เป็นค่าติดลบใน Profit) ถ้าราคาขึ้นไปจนเราได้กำไร +10 point เราจะได้ Profit=0.1 ค่า Available Margin จะเพิ่มเป็น 4.1 point ถ้าราคา + ขึ้นไปเรื่อยๆ เราจะได้ Available Margin เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ในทางกลับกัน ถ้าเราขาดทุน ค่า Profit จะติด - และ Available Margin เราจะลดลงแทน หากเราไม่ตัดขาดทุนจะลดลงไปเรื่อยๆ จน Margin เกือบหมดเราจะถูกปิดโดยอัตโนมัติ เรียกว่า Margin Call โดนไปทีแทบไม่เหลืออะไรเลย จึงควรรักษา Margin ไว้ให้ดี มีชัยไปกว่าครึ่งครับ
คำถาม: Long และ Short คืออะไร ?
คำ ตอบ: Long คือ ซื้อไว้แล้วขาย หลักคือเราต้องซื้อไว้ที่ราคาถูกแล้วไปขายที่ราคาแพงกว่า เราก็จะได้กำไรจากส่วนต่าง ตอนเราเปิด Long ก็คือ ส่งคำสั่งซื้อ หรือ Send Buy Order ไปที่ Marketiva และจะเกิด Long Position ขึ้น
Short คือ ขายออกแล้วซื้อกลับ หลักคือเราขายออกไปก่อนที่ราคาสูง แล้วไปซื้อกลับคืนเมื่อราคาต่ำกว่า เราก็จะได้กำไรที่ส่วนต่าง ตอนเราเปิด Short ก็คือ ส่งคำสั่งขาย หรือ Send Sell Order ไปที่ Marketiva และจะเกิด Short Position ขึ้น
ตลาด Forex จะต่างจากตลาดหุ้น คือสามารถเทรดได้ทั้งสองทาง ทั้งซื้อและขาย เล่นได้ทั้ง ขาขึ้น และขาลง ตลาดหุ้นซื้อได้อย่างเดียว เล่นได้แต่ขาขึ้น ถ้าเป็นขาลงต้องนอนรออย่างเดียว
คำถาม: Stop-Loss (SL) คืออะไร ?
คำตอบ: Stop Loss ปกติจะเห็นในห้องแชทพิมพ์ว่า SL (sl) คือจุดที่เรายอมขาดทุน ตรงข้ามกับ TP
- Buy (Long) Order ค่า Stop Loss จะตั้งไว้ต่ำกว่าราคาที่เราซื้อ ถ้าราคาลดลงไปถึงจุดที่กำหนด จะถูกปิดออเดอร์ทันที เพื่อตัดขาดทุน เช่น เราซื้อ EUR/USD ที่ราคา 1.3630 เรายอมขาดทุนได้ 30 จุด ก็ตั้ง SL ไว้ที่ 1.3600 ถ้าราคาไม่ขึ้นตามที่เราตั้งใจแต่กลับลดลงมาถึง 1.3600 เราก็จะขาดทุนเพียง 30 จุด ถ้าเราไม่ตัดขาดทุน ราคาอาจจะลดลงไปมากกว่านี้เยอะ
- Sell (Short) Order จะตั้ง Stop Loss ไว้สูงกว่าราคาที่เราเปิด Sell ถ้าราคาขึ้นไปถึงจุดนั้น จะถูกปิดโดยอัตโนมัติ
คำถาม: Target (Take Profit/TP) คืออะไร ?
คำตอบ: Target หรือ TP (Take Profit) คือเป้าหมายกำไรที่เราต้องการ ตรงข้ามกับ SL
- Buy (Long) Order เราจะได้กำไรเมื่อราคาปรับขึ้น เราอาจใช้แนวต้าน เป็นเป้าหมายทำกำไร เมื่อราคาขึ้นไปถึงจุดนั้น จะถูกขายออกโดยอัตโนมัติ
- Sell (Short) Order เราจะได้กำไรเมื่อราคาปรับลดลง เราอาจใช้แนวรับเป็นเป้าหมาย เมื่อราคาลงไปถึงจุดนั้น จะถูกปิดออเดอร์ โดยอัตโนมัติ
คำถาม: การตั้งซื้อขายแบบ Limit / Stop คืออะไร ?
คำตอบ: เป็นการตั้งซื้อขายไว้ล่วงหน้า หรือ Pending Order จะยังไม่มี Position เกิดขึ้น
Limit Order ใช้ตั้ง ซื้อที่ราคาต่ำกว่าราคาปัจจุบัน หรือ ตั้งขายที่ราคาสูงกว่าราคาปัจจุบัน ตัวอย่างถ้าตอนนี้ EUR/USD ราคาอยู่ที่ 1.2953/55 ถ้าเราคิดว่ามันเป็นเทรนขาขึ้น และราคาแพงเกินไป เราอยากซื้อราคาต่ำกว่านี้แต่ไม่ว่างนั่งดู เราอาจตั้ง Buy Limit Order ไว้ที่ราคา 1.2945 ถ้าราคาลดลงมาถึงจุดก็จะถูกซื้อโดยอัตโนมัติ และเมื่อราคาขึ้นไปตามคาด เราก็จะได้กำไรเพิ่มขึ้นถึง 10 จุด สำหรับ Sell Limit ก็กลับกัน
Stop Order คือ ตั้งซื้อที่ราคาสูงกว่าราคาปัจจุบัน หรือ ตั้งขายที่ราคาต่ำกว่าราคาปัจจุบัน ใช้เมื่อเราไม่ว่างนั่งเฝ้าอยู่ที่หน้าจอเทรด และใช้สำหรับจับเทรน ตัวอย่าง EUR/USD ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 1.2953/55 เราคิดว่าถ้าราคาผ่านแนวต้านที่ 1.2963/65 ขึ้นไป (Breakout) แล้วน่าจะขึ้นไปต่อ เราอาจตั้ง Buy Stop Order ไว้ที่ 1.2970 เมื่อราคาทะลุขึ้นไปก็จะซื้อให้อัตโนมัติ สำหรับ Sell Stop ก็กลับกันครับ ถ้าคิดว่าจะหลุดแนวรับเราก็ตั้ง Sell Stop Order ไว้ใต้แนวรับ
คำถาม: เวลาเปิดให้เทรดได้เวลาไหน และปิดเวลาใด ?
คำตอบ: ตลาดเปิดให้เทรดเวลา 4.00 เช้าวันจันทร์ ไปจนถึงปิดเวลา 4.00 น. เช้าวันเสาร์ สามารถเทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมง
คำถาม: เปิดซื้อขายทิ้งไว้ แล้วออกโปรแกรมไป หรือไฟดับ จะเป็นอะไรไหม ?
คำ
ตอบ: ไม่เป็นไรครับ ข้อมูลจะถูกเก็บไว้ที่ทางโบรกเกอร์
เมื่อเรากลับเข้ามาอีกที อาจจะ + เป็น 100 หรือ - เป็น 100
ก็ได้ตามราคาตลาดในตอนนั้น หรือแม้แต่เปิดทิ้งไว้จนถึงปิดตลาดเช้าวันเสาร์
พอวันจันทร์ตลาดเปิด ก็ยัง + - ไปตามราคาตลาดต่อไป จนกว่าเราจะสั่งปิดเอง
หรือ ราคาชน Target หรือ ราคาชน Stop-Loss หรือ ถูก Margin Call เพราะ
margin หมด
คำถาม: Spread (2/3 pips) คืออะไร ?
คำตอบ: ที่เห็น 2 pips หรือ 3 pips for EUR/USD เป็นผลต่างระหว่าง ราคาซื้อ (Bid) กับราคาขาย (Offer) ครับ ตอนที่เราซื้อเราจะซื้อที่ราคาขาย (Offer บางโบรกเกอร์ เรียกว่า Ask) พอจะขายก็ต้องขายที่ราคาซื้อ (Bid) นะครับ ยกตัวอย่าง ร้านทองก็มี ราคาซื้อ-ราคาขาย ติดไว้ที่หน้าร้าน เวลาคุณจะไปซื้อทอง ก็ต้องซื้อที่ราคาขาย (Offer) พอจะขายคืนก็ต้องขายให้ที่ราคาที่เค้ารับซื้อ (ฺBid) ถ้าซื้อแล้วขายเลยก็ขาดทุนแน่ๆ ครับ เพราะราคารับซื้อเค้าจะต่ำกว่าราคาขาย ใน Forex ก็คล้ายๆกัน จะเห็นว่าพอเราเปิดซื้อขายมาออเดอร์นึง จะลบทันที 2 จุด (pips) สำหรับ EUR/USD ใน Marketiva เหมือนเป็นค่าต๋งนะแหละครับ ยังไงเปิดมาก็ต้องลบ EUR/USD ปกติจะมี Spread ต่ำสุด แล้วแต่ว่าแต่ละโบรกเกอร์จะกำหนดเท่าไหร่ครับ บางโบรกเกอร์ก็ 3 pips สำหรับตัวอื่นค่า Spread ส่วนมากก็จะมากกว่านี้ครับ เช่น GBP/USD 4 pips หรือตัวที่วิ่งเยอะๆ เช่น GBP/JPY ถึง 8 pips เปิดมา -8 ทันทีเลยครับ
คลิ๊กสมัครเทรดForex
วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2556
วันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2556
ทำความรู้จัก Pip และ Lot กันหน่อย
ทำความรู้จักกับ Pip และ Lot กัน
คุณอาจจะได้เคยได้ยินคำว่า Pip และคำว่า Lot จะขยายความว่ามันคืออะไรและคำนวณกันอย่างไร
คุณ ควรใช้เวลากับเรื่องนี้มากพอสมควร มันเป็นความรู้ที่เทรดDollar ทุกคนจำเป็นต้องรู้ อย่าพึ่งนึกถึงเรื่องการเทรดจนกว่าคุณจะเข้าใจคำว่า pips และสามารถคำนวณกำไรและขาดทุนได้
คำว่า Pip คืออะไร
โดยทั่วไป การเพิ่มขึ้นของค่าเงินนั้นจะบอกเป็น Pip
ถ้า EUR/USD เคลื่อนที่จาก 1.2250 ไปที่ 1.225นี่คือเคลื่อนที่ไป 1 pip
PIP คือ จุดทศนิยมตัวสุดท้ายซึ่งถูกอ้างอิงจากราคาปัจจุบันของตลาด กำหนดให้มีสี่ตำแหน่งที่ใช้กัน ในบางโบรกเกอร์อาจจะมีถึงห้าตำแหน่ง PIP เป็นสิ่งที่บอกให้คุณรู้ว่า คุณได้กำไรหรือขาดทุน
โดยแต่ละค่าเงินก็มีค่างของตัวมันเอง มันเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ต้องคำนวณค่าของ pip สำหรับค่าเงินนั้นๆ ค่าเงินที่ USD ขึ้นก่อน สามารถคำนวณได้ดังนี้
มาดูตัวอย่างกัน
เช่น USD/JPY อยู่ที่ ราคา 119.80(โดยส่วนมากจะมีทศนิยมสองตำแหน่ง ) ในกรณีนี้ 1 pip เท่ากับ 0.01
ดังนั้น
USD/JPY
119.80
0.01 หารด้วย อัตราแลกเปลี่ยน = pip value
0.01/119.80 = 0.0000834
ดูเหมือนกับกว่ามีตัวเลขที่เยอะมากแต่เราจะอธิบายตัวเลขนี้ในภายหลัง
USD/CHF
1.5250
0.0001 หารด้วยอัตราแลกเปลี่ยน = pip value
0.0001/1.5250 = 0,0000655
USD/CAD
1.4890
0.0001 หารด้วยอัตราแลกเปลี่ยน = pip value
0.0001/1.48990 = 0.00006715
และในกรณีที่ US Dollar ไมได้อยู่เป็นตัวแรก
และเราต้องการที่จะได้รับเป็นค่าของDollarเราทำได้ดังนี้
EUR/USD
1.2200
0.0001 หารด้วยอัตราแลกเปลี่ยน = pips value
ดังนั้น
0.0001/1.2200 = EUR 0.00008196
แต่พวกเราต้องการทำให้เป็นหน่วย US Dollar เราจึงต้องคำนวณใหม่เป็น
EUR คูณ อัตราแลกเปลี่ยน
ดังนั้นจะเท่ากับ
0.00008196 * 1.2200= 0.00009999
เราปัดทศนิยมให้เป็นสี่ตำแหน่งจะได้เป็น 0.0001
GBP/USD
1.7975
0.0001 หารด้วยอัตราแลกเปลี่ยน = pip value
ดังนั้น
0.0001/1.7975 =GBP 0.0000556
แต่เราต้องการทำให้เป็นหน่วยของ US Dollarซึ่งคำนวณได้ดังนี้
GBP*อัตราแลกเปลี่ยน
ดังนั้นจะได้เท่ากับ
0.0000556*1.7975=0.0000998
เราปัดเป็นทศนิยมสี่ตำแหน่งเป็น 0.0001
สำหรับค่าเหล่านี้ คุณไม่ต้องคำนวณอะไร เราอยากให้ทราบถึงที่มา ว่ามันมาอย่างไร ทั้งหมดนี้ โบรกเกอร์จัดการให้คุณแบบอัตโนมัติ มันเป็นสิ่งที่ดีที่คุณควรจะรู้ว่ามันทำงานอย่างไร
Lot คืออะไร
ในตลาด Forex เทรดเป็นจำนวน Lot ,
Standard size (ขนาดมาตรฐาน)สำหรับ Lot คือ 100,000 units
และมี Mini lot size ที่ 10,000 units
เมื่อคุณรู้แล้วว่า ค่าเงินนั้นวัดค่าเป็น pip ซึ่งเป็นการเพิ่มทีละน้อยของค่าเงินนั้น ซึ่งข้อดีของการเพิ่มทีละน้อย มันทำให้คุณสามารถเทรดได้จำนวนมากๆในแต่ละค่าเงินที่คุณเลือก และสามารถคำนวณกำไร ขาดทุนได้
สมมติว่าเราใช้ 100,000 units (Standard size) เราจะคำนวณใหม่ให้เห็นค่าของ pip value
USD/JPY ที่อัตราแลกเปลี่ยน 119.80
(.01 / 119.80) x 100,000 = $8.34 per pip)
USD/CHF at an exchange rate of 1.4555
(.0001 / 1.4555) x 100,000 = $6.87 per pip)
EUR/USD at an exchange rate of 1.1930
(.0001 / 1.1930) X 100,000 = 8.38 x 1.1930 = $9.99734 rounded up will be $10 per pip)
GBP/USD at an exchange rate or 1.8040
(.0001 / 1.8040) x 100,000 = 5.54 x 1.8040 = 9.99416 rounded up will be $10 per pip.)
ซึ่งโบรกเกอร์ของคุณอาจจะมีข้อตกลงที่แตกต่างกันในการคำนวณ pip value สัมพันธ์กับ Lot size แต่ไม่ว่าสิ่งไหนก็ตามหนทางที่พวกเขาทำ พวกเขาจะต้องแจ้งให้คุณทราบ pips value ของการเทรดของคุณที่เวลานั้นๆ เป็นเท่าไร ขณะที่ตลาดมีการเคลื่อนตัว pip value จะขึ้นอยู่กับค่าเงินอะไร ที่คุณเทรดอยู่ ณ ปัจจุบัน
คุณสามารถคำนวณกำไรและขาดทุนได้อย่างไร
ตอนนี้คุณรู้แล้วว่าจะสามารถคำนวณ Pip value ได้อย่างไร ต่อไปนี้มาดูวิธีการคำนวณกำไรและขาดทุนของคุณ
Buy USD และ Sell Swiss francs
ที่อัตราที่แสดงราคาคือ 1.4525/1.4530 เพราะว่าคุณได้ Buy US คุณจะได้ราคา 1.4530
ไม่กี่นาทีผ่านไป ราคาเคลื่อนที่ไปที่ 1.4550 และคุณตัดสินใจที่จะปิดOrderของคุณ
ราคาที่แสดงใหม่ของ USD/CHF คือ 1.4550/1.4555
ผลต่างระหว่าง 1.4530 ถึง 1.4550 คือ 20 pips
ใช้สูตรก่อนหน้านี้ในการคำนวณจะได้
(.0001/1.4550) x 100,000 = $6.87 per pip x 20 pips = $137.40
จำไว้ว่า เมื่อคุณจะเข้าเทรด หรือออกจากการเทรด
ให้คุณดูเสปรดในราคา bid/offer(ask)
มาดูระบบ Lot ของโปรแกรม Mt4 กันดีกว่า เพราะระบบ Lot เป็นระบบสากลที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ และโบรกเกอร์ส่วนใหญ่เลือกใช้
ระบบ Lot ของโบรกเกอร์ก็จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าโบรกเกอร์นั้นจะกำหนด
จะจำแนก ระบบ Lot เป็นดังนี้
1. Standard Lot
ส่วนใหญ่โบรกเกอร์ทุกโบรกเกอร์ก็จะใช้ Standard Lot กับบัญชีที่มีเงินเยอะๆ Standard Account , Classic Account , Pro Account แล้วแต่ว่าโบรกเกอร์นั้นจะตั้งชื่อ
Standard Lot จะเริ่มต้นด้วย
อิงทศนิยม 4 ตำแหน่ง ตำแหน่งสุดท้ายของค่าเงิน
การเคลื่อนที่ของราคาตัวสุดท้าย ถ้าเคลื่อนที่ไป 1 เท่ากับเคลื่อนที่ไป 1 จุด (pip)
0.1 Lot คือ เราจะ ได้-เสีย (Profits/Loss) จุดละ 1 Dollar
1.0 Lot คือ กำไร-ขาดทุน จุดละ 10 Dollar
100 Lot คือ กำไร - ขาดทุน จุดละ 1000 Dollar
2. Micro Lot
1 $ = 100 Cent
เกือบทุกโบรกเกอร์ จะมีบัญชี Cent (Cent Account) ให้เราได้เทรด เงินน้อยก็สามารถเทรดได้ ใช้ระบบ Micro Lot ของบัญชี Cent
0.1 Lot Cent คือกำไรขาดทุน จุดละ 1 เซน
1.0 Lot Cent คือ กำไร ขาดทุน จุดละ 10 Cent
10.0 Lot Cent คือ กำไร ขาดทุน จุดละ 100 Cent หรือ 1 Dollar
100 Lot Cent คือ กำไร-ขาดทุน จุดละ 1000 Cent หรือ 10 Dollar
เราเห็นเพื่อนๆเทรดกัน 100 Lot ติดลบทีเป็น 10,000 ก็อย่าตกใจ เค้าเทรดบัญชี Cent กัน
Mini Lot
Mini Lot จะเหมือนกับ Standard Lot แต่แตกต่างกันนิดหน่อยคือ มี 0.01 เพิ่มขึ้นมาด้วย
0.01 Lot คือ กำไร-ขาดทุน จุดละ 0.1 Dollar หรือ 10 Cent
0.1 Lot คือ กำไร-ขาดทุน จุดละ 1 Dollar
1.0 Lot คือ กำไร-ขาดทุน จุดละ 10 Dollar
100 Lot คือ กำไร - ขาดทุน จุดละ 1000 Dollar
บางโบรกเกอร์ก็จะมีระบบ Lot ที่แตกต่างจาก Lot มาตรฐาน เช่น โบรกเกอร์ Instaforex
โบรกเกอร์ Instaforex บัญชีที่เป็น Standard จะเริ่มต้นเทรดที่
0.01 Lot คือ กำไร-ขาดทุน จุดละ 1 Cent
0.10 Lot คือ กำไร - ขาดทุน จุดละ 10 Cent
1.0 Lot คือ กำไร-ขาดทุน จุดละ 1 Dollar
10.0Lot คือ กำไร-ขาดทุน จุดละ 10 Dollar
100 Lot คือ กำไร-ขาดทุน จุดละ 100 Dollar
คุณอาจจะได้เคยได้ยินคำว่า Pip และคำว่า Lot จะขยายความว่ามันคืออะไรและคำนวณกันอย่างไร
คุณ ควรใช้เวลากับเรื่องนี้มากพอสมควร มันเป็นความรู้ที่เทรดDollar ทุกคนจำเป็นต้องรู้ อย่าพึ่งนึกถึงเรื่องการเทรดจนกว่าคุณจะเข้าใจคำว่า pips และสามารถคำนวณกำไรและขาดทุนได้
คำว่า Pip คืออะไร
โดยทั่วไป การเพิ่มขึ้นของค่าเงินนั้นจะบอกเป็น Pip
ถ้า EUR/USD เคลื่อนที่จาก 1.2250 ไปที่ 1.225นี่คือเคลื่อนที่ไป 1 pip
PIP คือ จุดทศนิยมตัวสุดท้ายซึ่งถูกอ้างอิงจากราคาปัจจุบันของตลาด กำหนดให้มีสี่ตำแหน่งที่ใช้กัน ในบางโบรกเกอร์อาจจะมีถึงห้าตำแหน่ง PIP เป็นสิ่งที่บอกให้คุณรู้ว่า คุณได้กำไรหรือขาดทุน
โดยแต่ละค่าเงินก็มีค่างของตัวมันเอง มันเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ต้องคำนวณค่าของ pip สำหรับค่าเงินนั้นๆ ค่าเงินที่ USD ขึ้นก่อน สามารถคำนวณได้ดังนี้
มาดูตัวอย่างกัน
เช่น USD/JPY อยู่ที่ ราคา 119.80(โดยส่วนมากจะมีทศนิยมสองตำแหน่ง ) ในกรณีนี้ 1 pip เท่ากับ 0.01
ดังนั้น
USD/JPY
119.80
0.01 หารด้วย อัตราแลกเปลี่ยน = pip value
0.01/119.80 = 0.0000834
ดูเหมือนกับกว่ามีตัวเลขที่เยอะมากแต่เราจะอธิบายตัวเลขนี้ในภายหลัง
USD/CHF
1.5250
0.0001 หารด้วยอัตราแลกเปลี่ยน = pip value
0.0001/1.5250 = 0,0000655
USD/CAD
1.4890
0.0001 หารด้วยอัตราแลกเปลี่ยน = pip value
0.0001/1.48990 = 0.00006715
และในกรณีที่ US Dollar ไมได้อยู่เป็นตัวแรก
และเราต้องการที่จะได้รับเป็นค่าของDollarเราทำได้ดังนี้
EUR/USD
1.2200
0.0001 หารด้วยอัตราแลกเปลี่ยน = pips value
ดังนั้น
0.0001/1.2200 = EUR 0.00008196
แต่พวกเราต้องการทำให้เป็นหน่วย US Dollar เราจึงต้องคำนวณใหม่เป็น
EUR คูณ อัตราแลกเปลี่ยน
ดังนั้นจะเท่ากับ
0.00008196 * 1.2200= 0.00009999
เราปัดทศนิยมให้เป็นสี่ตำแหน่งจะได้เป็น 0.0001
GBP/USD
1.7975
0.0001 หารด้วยอัตราแลกเปลี่ยน = pip value
ดังนั้น
0.0001/1.7975 =GBP 0.0000556
แต่เราต้องการทำให้เป็นหน่วยของ US Dollarซึ่งคำนวณได้ดังนี้
GBP*อัตราแลกเปลี่ยน
ดังนั้นจะได้เท่ากับ
0.0000556*1.7975=0.0000998
เราปัดเป็นทศนิยมสี่ตำแหน่งเป็น 0.0001
สำหรับค่าเหล่านี้ คุณไม่ต้องคำนวณอะไร เราอยากให้ทราบถึงที่มา ว่ามันมาอย่างไร ทั้งหมดนี้ โบรกเกอร์จัดการให้คุณแบบอัตโนมัติ มันเป็นสิ่งที่ดีที่คุณควรจะรู้ว่ามันทำงานอย่างไร
Lot คืออะไร
ในตลาด Forex เทรดเป็นจำนวน Lot ,
Standard size (ขนาดมาตรฐาน)สำหรับ Lot คือ 100,000 units
และมี Mini lot size ที่ 10,000 units
เมื่อคุณรู้แล้วว่า ค่าเงินนั้นวัดค่าเป็น pip ซึ่งเป็นการเพิ่มทีละน้อยของค่าเงินนั้น ซึ่งข้อดีของการเพิ่มทีละน้อย มันทำให้คุณสามารถเทรดได้จำนวนมากๆในแต่ละค่าเงินที่คุณเลือก และสามารถคำนวณกำไร ขาดทุนได้
สมมติว่าเราใช้ 100,000 units (Standard size) เราจะคำนวณใหม่ให้เห็นค่าของ pip value
USD/JPY ที่อัตราแลกเปลี่ยน 119.80
(.01 / 119.80) x 100,000 = $8.34 per pip)
USD/CHF at an exchange rate of 1.4555
(.0001 / 1.4555) x 100,000 = $6.87 per pip)
EUR/USD at an exchange rate of 1.1930
(.0001 / 1.1930) X 100,000 = 8.38 x 1.1930 = $9.99734 rounded up will be $10 per pip)
GBP/USD at an exchange rate or 1.8040
(.0001 / 1.8040) x 100,000 = 5.54 x 1.8040 = 9.99416 rounded up will be $10 per pip.)
ซึ่งโบรกเกอร์ของคุณอาจจะมีข้อตกลงที่แตกต่างกันในการคำนวณ pip value สัมพันธ์กับ Lot size แต่ไม่ว่าสิ่งไหนก็ตามหนทางที่พวกเขาทำ พวกเขาจะต้องแจ้งให้คุณทราบ pips value ของการเทรดของคุณที่เวลานั้นๆ เป็นเท่าไร ขณะที่ตลาดมีการเคลื่อนตัว pip value จะขึ้นอยู่กับค่าเงินอะไร ที่คุณเทรดอยู่ ณ ปัจจุบัน
คุณสามารถคำนวณกำไรและขาดทุนได้อย่างไร
ตอนนี้คุณรู้แล้วว่าจะสามารถคำนวณ Pip value ได้อย่างไร ต่อไปนี้มาดูวิธีการคำนวณกำไรและขาดทุนของคุณ
Buy USD และ Sell Swiss francs
ที่อัตราที่แสดงราคาคือ 1.4525/1.4530 เพราะว่าคุณได้ Buy US คุณจะได้ราคา 1.4530
ไม่กี่นาทีผ่านไป ราคาเคลื่อนที่ไปที่ 1.4550 และคุณตัดสินใจที่จะปิดOrderของคุณ
ราคาที่แสดงใหม่ของ USD/CHF คือ 1.4550/1.4555
ผลต่างระหว่าง 1.4530 ถึง 1.4550 คือ 20 pips
ใช้สูตรก่อนหน้านี้ในการคำนวณจะได้
(.0001/1.4550) x 100,000 = $6.87 per pip x 20 pips = $137.40
จำไว้ว่า เมื่อคุณจะเข้าเทรด หรือออกจากการเทรด
ให้คุณดูเสปรดในราคา bid/offer(ask)
มาดูระบบ Lot ของโปรแกรม Mt4 กันดีกว่า เพราะระบบ Lot เป็นระบบสากลที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ และโบรกเกอร์ส่วนใหญ่เลือกใช้
ระบบ Lot ของโบรกเกอร์ก็จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าโบรกเกอร์นั้นจะกำหนด
จะจำแนก ระบบ Lot เป็นดังนี้
1. Standard Lot
ส่วนใหญ่โบรกเกอร์ทุกโบรกเกอร์ก็จะใช้ Standard Lot กับบัญชีที่มีเงินเยอะๆ Standard Account , Classic Account , Pro Account แล้วแต่ว่าโบรกเกอร์นั้นจะตั้งชื่อ
Standard Lot จะเริ่มต้นด้วย
อิงทศนิยม 4 ตำแหน่ง ตำแหน่งสุดท้ายของค่าเงิน
การเคลื่อนที่ของราคาตัวสุดท้าย ถ้าเคลื่อนที่ไป 1 เท่ากับเคลื่อนที่ไป 1 จุด (pip)
0.1 Lot คือ เราจะ ได้-เสีย (Profits/Loss) จุดละ 1 Dollar
1.0 Lot คือ กำไร-ขาดทุน จุดละ 10 Dollar
100 Lot คือ กำไร - ขาดทุน จุดละ 1000 Dollar
2. Micro Lot
1 $ = 100 Cent
เกือบทุกโบรกเกอร์ จะมีบัญชี Cent (Cent Account) ให้เราได้เทรด เงินน้อยก็สามารถเทรดได้ ใช้ระบบ Micro Lot ของบัญชี Cent
0.1 Lot Cent คือกำไรขาดทุน จุดละ 1 เซน
1.0 Lot Cent คือ กำไร ขาดทุน จุดละ 10 Cent
10.0 Lot Cent คือ กำไร ขาดทุน จุดละ 100 Cent หรือ 1 Dollar
100 Lot Cent คือ กำไร-ขาดทุน จุดละ 1000 Cent หรือ 10 Dollar
เราเห็นเพื่อนๆเทรดกัน 100 Lot ติดลบทีเป็น 10,000 ก็อย่าตกใจ เค้าเทรดบัญชี Cent กัน
Mini Lot
Mini Lot จะเหมือนกับ Standard Lot แต่แตกต่างกันนิดหน่อยคือ มี 0.01 เพิ่มขึ้นมาด้วย
0.01 Lot คือ กำไร-ขาดทุน จุดละ 0.1 Dollar หรือ 10 Cent
0.1 Lot คือ กำไร-ขาดทุน จุดละ 1 Dollar
1.0 Lot คือ กำไร-ขาดทุน จุดละ 10 Dollar
100 Lot คือ กำไร - ขาดทุน จุดละ 1000 Dollar
บางโบรกเกอร์ก็จะมีระบบ Lot ที่แตกต่างจาก Lot มาตรฐาน เช่น โบรกเกอร์ Instaforex
โบรกเกอร์ Instaforex บัญชีที่เป็น Standard จะเริ่มต้นเทรดที่
0.01 Lot คือ กำไร-ขาดทุน จุดละ 1 Cent
0.10 Lot คือ กำไร - ขาดทุน จุดละ 10 Cent
1.0 Lot คือ กำไร-ขาดทุน จุดละ 1 Dollar
10.0Lot คือ กำไร-ขาดทุน จุดละ 10 Dollar
100 Lot คือ กำไร-ขาดทุน จุดละ 100 Dollar
วิธีดูแนวโน้มขึ้นลงของ forex จากข่าวเว็ปforexfactory
เข้ามาที่ http://www.forexfactory.com/calendar.php
จะพบ
A คือ วันและเวลาของข่าว
B คือ สกุลเงินที่มีผลกระทบ
AUD = Australia Dollar (Aussie)
NZD= Newzealand Dollar (Kiwi)
JPY=Japan Yen (Yen)
CNY=Chinese Yuan(Yuan)
EUR=EURO MEMBER
GBP=Great Britian Pond
CHF=Swisszerland Franc
USD=United States Dollar(Buck)
CAD=Canada Dollar(Loonie)
C คือ ความแรงของข่าวนั้นๆ จะประกอบด้วย 4 สี
1.สีแดง เป็นข่าวที่มีผลกระทบกับค่าเงินมากที่สุด (High Impact) กราฟจะผันผวนอยู่ระหว่าง 50-300 จุด
2.สีส้ม เป็นข่าวที่มีผลกระทบกับค่าเงินในระดับปานกลาง (Median Impact) กราฟจะผันผวนอยู่ในระดับ 30-70 จุด
3.สีเหลือง เป็นข่าวที่มีผลกระทบกับค่าเงินน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย (Low Impact) กราฟจะผันผวนน้อยมาก
4.สีขาว เป็นวันหยุดของประเทศต่างๆ Bank Holiday
D คือ เป็นรายละเอียดของข่าว ในส่วนนี้จะบอกว่าข่าวนั้นมีผลกับสกุลเงินอย่างไร
E คือ เป็นตัวเลขจริงที่ออก (Actual)
F คือ เป็นตัวเลขคาดการณ์ (Forecast)
G คือ เป็นตัวเลขของครั้งก่อนหน้านั้น (Previous)
I คือ เป็นกราฟของตัวเลขเศรษฐกิจในอดีต
หมายเหตุ: หากเวลาไม่ตรงสมารถปรับได้ โดยคลิ๊กที่เวลาด้านบนสุด แล้วเลือกให้เป็นโซนของกรุงเทพ(+7)
จะพบ
A คือ วันและเวลาของข่าว
B คือ สกุลเงินที่มีผลกระทบ
AUD = Australia Dollar (Aussie)
NZD= Newzealand Dollar (Kiwi)
JPY=Japan Yen (Yen)
CNY=Chinese Yuan(Yuan)
EUR=EURO MEMBER
GBP=Great Britian Pond
CHF=Swisszerland Franc
USD=United States Dollar(Buck)
CAD=Canada Dollar(Loonie)
C คือ ความแรงของข่าวนั้นๆ จะประกอบด้วย 4 สี
1.สีแดง เป็นข่าวที่มีผลกระทบกับค่าเงินมากที่สุด (High Impact) กราฟจะผันผวนอยู่ระหว่าง 50-300 จุด
2.สีส้ม เป็นข่าวที่มีผลกระทบกับค่าเงินในระดับปานกลาง (Median Impact) กราฟจะผันผวนอยู่ในระดับ 30-70 จุด
3.สีเหลือง เป็นข่าวที่มีผลกระทบกับค่าเงินน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย (Low Impact) กราฟจะผันผวนน้อยมาก
4.สีขาว เป็นวันหยุดของประเทศต่างๆ Bank Holiday
D คือ เป็นรายละเอียดของข่าว ในส่วนนี้จะบอกว่าข่าวนั้นมีผลกับสกุลเงินอย่างไร
E คือ เป็นตัวเลขจริงที่ออก (Actual)
F คือ เป็นตัวเลขคาดการณ์ (Forecast)
G คือ เป็นตัวเลขของครั้งก่อนหน้านั้น (Previous)
I คือ เป็นกราฟของตัวเลขเศรษฐกิจในอดีต
หมายเหตุ: หากเวลาไม่ตรงสมารถปรับได้ โดยคลิ๊กที่เวลาด้านบนสุด แล้วเลือกให้เป็นโซนของกรุงเทพ(+7)
วันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2556
การใช้ MACD ช่วยลงทุน
Moving Average Convergence Divergence (MACD)
เป็นเครื่องมือวัดความแรงของตลาด ซึ่งได้คำนวณค่าจากเส้นการเคลื่อนที่ของราคา 2เส้นMACD ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ คือ เส้น Moving Average , Signal Line , และ Histogram ดังรูปด้านล่าง
จากรูปด้านบน EUR/USD 4 Hours กราฟแบบแท่งเทียน(Candlestick)
เส้นสีแดงเป็น Signal Line
เส้นสีน้ำเงินเป็นเส้น Moving Average
ส่วนสีเงินเป็น Histogram Bar
MACD จะ แบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง คือ ด้านบนและด้านล่าง โดยมีเส้น Zero Line กลั้นอยู่ โดยด้านบนเราจะเรียกว่า แดนบวก( Bullish zone) และด้านล่างจะเรียกว่า แดนลบ (Bearish Zone)
พิจาณารปด้านบน
จากหมายเลข 1 เราจะเห็นว่า เส้น Moving Average สีน้ำเงิน ตัดกับเส้น Signal Line สีแดง เมื่อ ตัดผ่าน เราก็เข้าซื้อ (Buy/Long) กันได้เลย เมื่อเข้าแล้ว ถ้าราคาเป็นไปตามที่เราคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นก็ปล่อยไปเรื่อยๆ หรืออาจจตั้งเป้าหมายเอาไว้ ขึ้นอยู่กับความพอใจของทุกท่านว่าจะเอาเท่าไร เราจะปิดก็ต่อเมื่อเส้นสีน้ำเงิน ตัดกับ เ้ส้นสีแดงอีกครั้ง เราก็ทำการปิดออเดอร์ดังรูปหมายเลข 2 จากนั้น ก็รอหาจังหวะในการเข้าทำกำไรใหม่อีกครั้ง จะเห็นว่า หมายเลข2 เป็นสัญญาณขาย ( Sell/ Short) เราก็เซลเมื่อเส้นสีน้ำเงินตัดกับสีแดง และรอปิดเมื่อเส้นสีน้ำเงินตัดสีแดงอีกครั้ง เราจะเห็นว่าช่วงที่ 2- 3 ไม่น่าเปิดออเดอร์
ต่อไป เรามาทำการพิจารณา Histogram ในช่วงหมายเลข 2 ถึง หมายเลข 3 จะพบว่า Histogram(สีเงิน) ทำยอดคลื่นต่ำลงเรื่อยๆ นั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ราคาในขาขึ้นเริ่มหมดแรงแล้ว ในภาษาทางเทคนิค เรียกกันว่า Divergence ราคายังเป็นขาขึ้นอยู่ แต่ Macd-Histogram เริ่มปรับตัวลง เราก็เริ่มมองหาสัญญาณขาย( Sell/Short) กันได้เลย ดังหมายเลข 3 สีน้ำเงินตัดกับสีแดง สัญญาณConfirm ว่าให้ Sell คือหมายเลข 7 ตำแหน่งนี้เป็นการบ่งบอกที่ชัดเจนมากเพราะเส้นสีน้ำเงินและ Histogram ตัดกับ Zero Line ซึ่งหมายความว่าตลาดได้เข้าสู่สภาวะกระทิง (ฺำBearish Market) ตลาดขาลง เมื่อเรา Sell แล้วก็ปล่อยให้ราคาวิ่งไปเรื่อย เมื่อเส้นสีน้ำเงินตัดเส้นสีแดงอีกครั้งเราก็ทำการปิดออเดอร์ และรอจังหวะ เพื่อ ที่จะซื้อกลับอีกรอบ
ต่อไปเรามาพิจารณาหมายเลข 4 และหมายเลข 5 จะดังเกตว่า Histogram ทำการปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ ในขณที่ราคาด้านบนก็ยังมีการปรับตัวลง นี่คือ Divergence bullish เราจะเห็นว่า สันคลื่นของหมายเลข 5 สูงกว่า หมายเลข 4 นั่นหมายความว่า ราคาจะเกิดการกลับตัวในไม่ช้า เราจะรู้ได้ไงว่าราคาปรับตัวขึ้นอีกครั้ง เราก็ดูการตัดกันของเส้นสีน้ำเงินตัดกับสีแดงเหมือนเดิม ถ้าสีน้ำเงินตัดสีแดงขึ้น ก็ทำการ ซื้อ Buy กันได้เลย เมื่อเราได้ทำการซื้อ ฺBuy ในหมายเลข 5 สัญญาณ คอนเฟริม ก็คือ เส้นสีน้ำเงินและ Histogram ได้ตัดเส้น Zero Line ขึ้นไป(หมายเลข 6 ) หมายเลข 6 จะเป็นตำแหน่งซื้อ Buy ที่ปลอดภัย เพราะตลาดได้เข้าสู่สภาวะขาขึ้น ( Bullish Market) นักลงทุนบางคนจะรอเข้า แค่ตรงนี้เพราะพวกเขาถือว่า เปิดออเดอร์ในราคาที่ปลอดภัยดีกว่าเิปิดออเดอร์ในราคาที่สวย
เราจะเห็นว่า MACD จะวิ่งเป็นรอบ ขึ้น ลง ขึ้น MACD ให้สัญญาณช้า แต่ว่ามีความแม่นตรงค่อนข้างสูง มันจึงถูกยกย่องให้เป็น อินดิเคเตอร์เทพ แห่งฟอเร็กซ์
การดู MACD นั้น ไม่ยาก แค่ดูการตัดกันไปตัดกันมา ของเส้นสีน้ำเงินและสีแดง และ ดูว่าเส้นสีน้ำเงินและ Histogram ตัดผ่าน Zero Line เพียงแค่นี้เราก็สามารถทำกำไรจาก ตลาด ฟอเร็กได้แน่นอน
เส้นสีแดงเป็น Signal Line
เส้นสีน้ำเงินเป็นเส้น Moving Average
ส่วนสีเงินเป็น Histogram Bar
MACD จะ แบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง คือ ด้านบนและด้านล่าง โดยมีเส้น Zero Line กลั้นอยู่ โดยด้านบนเราจะเรียกว่า แดนบวก( Bullish zone) และด้านล่างจะเรียกว่า แดนลบ (Bearish Zone)
พิจาณารปด้านบน
จากหมายเลข 1 เราจะเห็นว่า เส้น Moving Average สีน้ำเงิน ตัดกับเส้น Signal Line สีแดง เมื่อ ตัดผ่าน เราก็เข้าซื้อ (Buy/Long) กันได้เลย เมื่อเข้าแล้ว ถ้าราคาเป็นไปตามที่เราคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นก็ปล่อยไปเรื่อยๆ หรืออาจจตั้งเป้าหมายเอาไว้ ขึ้นอยู่กับความพอใจของทุกท่านว่าจะเอาเท่าไร เราจะปิดก็ต่อเมื่อเส้นสีน้ำเงิน ตัดกับ เ้ส้นสีแดงอีกครั้ง เราก็ทำการปิดออเดอร์ดังรูปหมายเลข 2 จากนั้น ก็รอหาจังหวะในการเข้าทำกำไรใหม่อีกครั้ง จะเห็นว่า หมายเลข2 เป็นสัญญาณขาย ( Sell/ Short) เราก็เซลเมื่อเส้นสีน้ำเงินตัดกับสีแดง และรอปิดเมื่อเส้นสีน้ำเงินตัดสีแดงอีกครั้ง เราจะเห็นว่าช่วงที่ 2- 3 ไม่น่าเปิดออเดอร์
ต่อไป เรามาทำการพิจารณา Histogram ในช่วงหมายเลข 2 ถึง หมายเลข 3 จะพบว่า Histogram(สีเงิน) ทำยอดคลื่นต่ำลงเรื่อยๆ นั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ราคาในขาขึ้นเริ่มหมดแรงแล้ว ในภาษาทางเทคนิค เรียกกันว่า Divergence ราคายังเป็นขาขึ้นอยู่ แต่ Macd-Histogram เริ่มปรับตัวลง เราก็เริ่มมองหาสัญญาณขาย( Sell/Short) กันได้เลย ดังหมายเลข 3 สีน้ำเงินตัดกับสีแดง สัญญาณConfirm ว่าให้ Sell คือหมายเลข 7 ตำแหน่งนี้เป็นการบ่งบอกที่ชัดเจนมากเพราะเส้นสีน้ำเงินและ Histogram ตัดกับ Zero Line ซึ่งหมายความว่าตลาดได้เข้าสู่สภาวะกระทิง (ฺำBearish Market) ตลาดขาลง เมื่อเรา Sell แล้วก็ปล่อยให้ราคาวิ่งไปเรื่อย เมื่อเส้นสีน้ำเงินตัดเส้นสีแดงอีกครั้งเราก็ทำการปิดออเดอร์ และรอจังหวะ เพื่อ ที่จะซื้อกลับอีกรอบ
ต่อไปเรามาพิจารณาหมายเลข 4 และหมายเลข 5 จะดังเกตว่า Histogram ทำการปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ ในขณที่ราคาด้านบนก็ยังมีการปรับตัวลง นี่คือ Divergence bullish เราจะเห็นว่า สันคลื่นของหมายเลข 5 สูงกว่า หมายเลข 4 นั่นหมายความว่า ราคาจะเกิดการกลับตัวในไม่ช้า เราจะรู้ได้ไงว่าราคาปรับตัวขึ้นอีกครั้ง เราก็ดูการตัดกันของเส้นสีน้ำเงินตัดกับสีแดงเหมือนเดิม ถ้าสีน้ำเงินตัดสีแดงขึ้น ก็ทำการ ซื้อ Buy กันได้เลย เมื่อเราได้ทำการซื้อ ฺBuy ในหมายเลข 5 สัญญาณ คอนเฟริม ก็คือ เส้นสีน้ำเงินและ Histogram ได้ตัดเส้น Zero Line ขึ้นไป(หมายเลข 6 ) หมายเลข 6 จะเป็นตำแหน่งซื้อ Buy ที่ปลอดภัย เพราะตลาดได้เข้าสู่สภาวะขาขึ้น ( Bullish Market) นักลงทุนบางคนจะรอเข้า แค่ตรงนี้เพราะพวกเขาถือว่า เปิดออเดอร์ในราคาที่ปลอดภัยดีกว่าเิปิดออเดอร์ในราคาที่สวย
เราจะเห็นว่า MACD จะวิ่งเป็นรอบ ขึ้น ลง ขึ้น MACD ให้สัญญาณช้า แต่ว่ามีความแม่นตรงค่อนข้างสูง มันจึงถูกยกย่องให้เป็น อินดิเคเตอร์เทพ แห่งฟอเร็กซ์
การดู MACD นั้น ไม่ยาก แค่ดูการตัดกันไปตัดกันมา ของเส้นสีน้ำเงินและสีแดง และ ดูว่าเส้นสีน้ำเงินและ Histogram ตัดผ่าน Zero Line เพียงแค่นี้เราก็สามารถทำกำไรจาก ตลาด ฟอเร็กได้แน่นอน
รูปตัวอย่างการเทรดโดยใช้ MACD อย่างเดียว
Divergence Bulish คือ ราคาทำราคาต่ำสุดใหม่ เมื่อเทียบกับยอดเก่า แต่ Indicator ทำยอดสูงขึ้นเรื่อยๆ
Divergence Bearish คือ ราคาทำราคาสูงสุดใหม่ เมื่อเทียบกับยอดเดิม แต่ Indicator ทำ ยอดต่ำลงมาเรื่อยๆ
Side way คือ ราคาิวิ่งไปวิ่งมา ในกรอบราคาแคบๆ ไม่มีเทรนที่ชัดเจน ช่วงนี้ ไม่น่าเทรด เพราะอาจจะทำให้เราปวดหัวได้
สนใจสมัครคลิ๊กเลย !!!
Divergence Bearish คือ ราคาทำราคาสูงสุดใหม่ เมื่อเทียบกับยอดเดิม แต่ Indicator ทำ ยอดต่ำลงมาเรื่อยๆ
Side way คือ ราคาิวิ่งไปวิ่งมา ในกรอบราคาแคบๆ ไม่มีเทรนที่ชัดเจน ช่วงนี้ ไม่น่าเทรด เพราะอาจจะทำให้เราปวดหัวได้
สนใจสมัครคลิ๊กเลย !!!
เทรด Forex ออนไลน์ด้วยเงินเริ่มต้น 32บ.
ข่าวดีสำหรับท่านที่ต้องการหารายได้เสริม
สุดยอดโบรกเกอร์ Forex ที่มีเศรษฐีมากมายลงทุนออนไลน์มาเป็นเวลายาวนาน คือ EXNESS
ทาง EXNESS ได้เปิดโอกาสให้กับคุณแล้ว ดูวิธีสมัครได้ที่นี่
โดยใช้เงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 32 บาท (มีรูปมายืนยันว่า32บาทจริง!!)
สามารถเติมเงินผ่านธนาคาร หรือ โลตัส ได้สะดวกสบาย ดูรายละเอียดการเติมเงินได้ที่นี่
พร้อมโปรแกรมช่วยในการสร้างรายได้ที่มีมาตรฐานสากล
ใครว่า "คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น" ประโยคนี้ไม่มีอีกแล้วเพราะเราทุกคนสามารถเล่นได้
จึงเพิ่มเป็น "คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น แต่ถ้าคนจนอยากจะรวย ต้องมาเล่นหุ้นกับEXNESS "
หุ้นเล่นได้เฉพาะเวลาเปิด-ปิด แต่Forex ทำรายได้ ได้24ชม. จันทร์-ศุกร์
ทดลองเล่นฟรีมีเงินให้ทดลองไม่จำกัด คลิ๊กวิธีสมัครตัวทดลอง
**นอกจากนี้คุณสามารถเป็นหุ้นส่วนกับEXNESSไม่โดยไม่ต้องเสียเงิน เพียงแค่แนะนำเพื่อนๆมาเล่นหุ้น คุณก็จะได้เปอร์เซ็นทุกครั้งที่เพื่อนคุณลงทุน*** สมัครเลย
ทาง EXNESS ได้เปิดโอกาสให้กับคุณแล้ว ดูวิธีสมัครได้ที่นี่
โดยใช้เงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 32 บาท (มีรูปมายืนยันว่า32บาทจริง!!)
สามารถเติมเงินผ่านธนาคาร หรือ โลตัส ได้สะดวกสบาย ดูรายละเอียดการเติมเงินได้ที่นี่
พร้อมโปรแกรมช่วยในการสร้างรายได้ที่มีมาตรฐานสากล
ใครว่า "คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น" ประโยคนี้ไม่มีอีกแล้วเพราะเราทุกคนสามารถเล่นได้
จึงเพิ่มเป็น "คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น แต่ถ้าคนจนอยากจะรวย ต้องมาเล่นหุ้นกับEXNESS "
หุ้นเล่นได้เฉพาะเวลาเปิด-ปิด แต่Forex ทำรายได้ ได้24ชม. จันทร์-ศุกร์
ทดลองเล่นฟรีมีเงินให้ทดลองไม่จำกัด คลิ๊กวิธีสมัครตัวทดลอง
**นอกจากนี้คุณสามารถเป็นหุ้นส่วนกับEXNESSไม่โดยไม่ต้องเสียเงิน เพียงแค่แนะนำเพื่อนๆมาเล่นหุ้น คุณก็จะได้เปอร์เซ็นทุกครั้งที่เพื่อนคุณลงทุน*** สมัครเลย
สมัครทดลองเล่นได้ฟรี แถมมีเงินปลอมให้ทดลองเล่นไม่จำกัด คลิ๊กที่นี่
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
.jpg)


